ศาลพิพากษาคดีเอสเอ็มเอส "อากง" ชี้ผิดกม.หมิ่นฯ-พ.ร.บ.คอมพ์ ลงโทษจำคุก 20 ปี

เว็บไซต์ประชาไท รายงานข่าวเบื้องต้นจากศาลอาญา รัชดา ว่า วันนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่นายอำพล (สงวนนามกุล) อายุ 61 ปี หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "อากง" ซึ่งถูกฟ้องว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยข้อกล่าวหาว่าส่งเอสเอ็มเอสที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปยัง โทรศัพท์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี
ศาลพิพากษ์ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14 อนุ 2 และ 3 ลงโทษจำคุก 20 ปี
ทั้งนี้ ศาลใช้วิธีอ่านคำพิพากษาผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เนื่องจากไม่สามารถนำตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาได้เพราะน้ำท่วมเรือนจำ หลังฟังคำพิพากษา ภรรยา ลูกและหลานๆ ของนายอำพลพากันร่ำไห้ ขณะที่มีประชาชนผู้สนใจคดีดังกล่าวร่วมฟังคำพิพากษาราว 30 คน
สำหรับรายละเอียดการพิพากษา ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานว่า
ผู้พิพากษา ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ขึ้นบังลังค์เวลา 10.25 น. ที่ห้องเวรชี้ ชั้นล่างของศาลอาญา
ศาลพิพากษาว่า ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ได้จาก DTAC และ TRUE นั้นเป็นหลักฐานที่ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องจัดเก็บโดยระบบคอมพิวเตอร์ตาม ที่กฎหมายกำหนด หากผู้ให้บริการจัดเก็บไม่ถูกต้องลูกค้าย่อมไม่เชื่อถือ อาจเสียประโยชน์ทางธุรกิจได้ ดังนั้นจึงถือว่าหลักฐานข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ได้รับถือเป็นเอกสารที่ น่าเชื่อถือ
สำหรับประเด็นสำคัญในคดีที่จำเลยตั้งประเด็นว่า หมายเลขอีมี่ หรือรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์อาจถูกปลอมแปลงได้นั้น จำเลยไม่สามารถหาตัวผู้เชี่ยวชาญมายืนยันได้ ส่วนประเด็นที่ว่า เอกสารในสำนวนฟ้องที่หมายเลขอีมี่หลักที่ 15 ไม่ตรงกับหมายเลขอีมี่ในเครื่องโทรศัพท์ คือในเอกสารบางจุดแสดงว่าเป็นเลข 0 บางจุดแสดงว่าเป็นเลข 2000 ขณะที่ในเครื่องโทรศัพท์จริงๆ เป็นเลข 6 ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ ตามที่พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา จากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เบิกความและได้พิสูจน์ด้วยการใช้เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบเลขอีมี่แสดงให้เห็น ในศาลแล้วว่า เมื่อพิมพ์รหัส 14 หลักแรกตามด้วยรหัสสุดท้ายหมายเลข 6 จะปรากฏข้อมูลว่าเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อโมโตโรล่า ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับโทรศัพท์ของกลาง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเลข 0-5 และ 7-9 ทั้งที่ควรปรากฏว่าเป็นเครื่องรุ่นอื่น แต่จากการทดสอบในเว็บดังกล่าวกลับไม่ปรากฏว่าเป็นรุ่นใดเลย จึงยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่าหมายเลข 14 หลักแรกเท่านั้นที่ใช้ในการระบุตัว ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง
นอกจากนี้ เนื่องจากหมายเลขอีมี่ในคดีนี้ตรงกับหมายเลขอีมี่ของโทรศัพท์ยี่ห้อ โมโตโรล่าที่นายอำพลใช้ และรับว่าใช้อยู่ผู้เดียว จึงยากที่จะมีผู้อื่นนำไปใช้ได้ และพบว่ามีการใช้โทรศัพท์เครื่องนี้กับซิมการ์ด 2 เลขหมาย ซึ่งจากหลักฐานชี้ชัดว่า ซิมการ์ดทั้งสองหมายเลขถูกใช้ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยถูกใช้งานในเวลาที่ซ้ำกัน จึงเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดได้นำซิมการ์ดมาสลับใช้อย่างที่เจ้าหน้าที่ ตำรวจตั้งสมมติฐานไว้ นอกจากนี้ข้อมูลการจราจรยังระบุว่าข้อความถูกส่งโดยเสาสัญญาณจากย่านที่ จำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย
การที่จำเลยอ้างว่า โทรศัพท์มือถือของจำเลยเสียจึงนำไปซ่อมที่ร้านในห้างอิมพีเรียลสำโรง ศาลเห็นว่าจำเลยให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน กล่าวคือ จำเลยแจ้งในชั้นจับกุมว่าโทรศัพท์มือถือเคยเสียและนำไปซ่อมเมื่อเดือน พฤษภาคม 2553 แต่แจ้งในศาลว่านำไปซ่อมเมื่อเดือนเมษายน 2553 อีกทั้งยังจำร้านที่นำโทรศัพท์ไปซ่อมไม่ได้ ทั้งที่การนำไปซ่อมต้องไปที่ร้านถึง 2 ครั้งคือตอนนำไปซ่อม และไปรับคืน จึงถือว่าข้อมูลส่วนนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ
ศาลเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า ส่งSMS ไม่เป็น และไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุาการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ นั้น มีแต่จำเลยเท่านั้นที่รู้เห็น เป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง
แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่ง ข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของ ตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้ เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน
ศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นเวลา 10.43 น. รวมระยะเวลา 18 นาที พิพากษาให้จำเลยมีความผิดในการส่งข้อความสั้นตามฟ้อง โดยข้อความดังกล่าวมีลักษณะดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย และเป็นการใส่ความหมิ่นประมาททำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรม ราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นอกจากนี้การส่งเอสเอ็มเอสจะต้องส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ก่อนประมวลผลไปถึง โทรศัพท์เคลื่อนที่ปลายทาง ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ประกอบข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเปี่ยมไปด้วยพระ เมตตา ทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่า ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อปวงชนชาวไทย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
จำเลยจึงมีความผิดตาม มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 มาตรา 14 (2) และ (3) การกระทำของจำเลยมีหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นโทษหนักสุด ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี ความผิด 4 กระทง รวมโทษจำคุกทั้งหมด 20 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ซึ่งนั่งอยู่กับนายอำพลที่เรือนจำในห้องฟังคำพิพากษาได้กล่าว ผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์ถามว่าคำพิพากษาว่าอย่างไร เพราะตลอดการฟังคำพิพากษาได้ยินเสียงไม่ชัด เจ้าหน้าที่ศาลจึงแจ้งอย่างสั้นๆ ไปว่า "ลุงติดคุก 20 ปี"
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ภายหลังฟังคำตัดสิน ครอบครัวนายอำพล ซึ่งประกอบด้วยภรรยา บุตรสาว 3 คน หลานสาว 4 คน อายุตั้งแต่ 4-11 ปี ได้เดินทางไปเยี่ยมนายอำพลที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และได้สอบถามเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ความว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องขังที่โทษสูงกว่า 15 ปี ดังนั้นจึงต้องมีการส่งตัวผู้ต้องขังไปยังเรือนจำคลองเปรม ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยม ยกเว้นญาติและทนายความ และมีความเป็นไปได้ว่าจะย้ายภายในวันศุกร์ที่ 25 พ.ย.นี้
ที่มา: มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา (Foundation for Media Literacy)
http://www.mediamonitor.in.th/main/news/2011-06-21-07-29-43/387--qq-20-.html
วิเคราะห์ข่าว:
จากข่าวเป็นการกระทำความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 มาตรา 14
(2) และ (3) ซึ่งมีเนื้อความว่ามาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรานี้มีรายละเอียดเป็นหัวข้อย่อย ดังนี้
(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ
ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ
อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ
ก่อการร้ายตามประมวลกฏหมายอาญา
จากข่าวได้ระบุชัดเจนในคำพิพากษาคดีว่าข้อความใน sms มีลักษณะเนื้อความที่เป็นไปในทางดูหมิ่น อาฆาต ใส่ความหมิ่นประมาททำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรม
ราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ซึ่งเป็นความผิดที่ได้รับการตัดสินถูกต้องตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2551 มาตรา 14
(2) และ (3) ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นเท็จและส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศและเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
จากการอ้างของจำเลยที่ว่าส่ง sms ไปเป็น และได้มีการนำโทรศัพท์ไปซ่อมที่ร้านถึง 2 ครั้ง ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีหลักฐาน พยานและศาลยังเห็นว่าเป็นการอ้างเพื่อให้ตนพ้นผิด ทำให้จำเลยต้องได้รับโทษตามคำพิพากษา
ในความเห็นของดิฉัน คิดว่า การตัดสินคดีครั้งนี้อาจมองได้ในหลายแง่คิด ตามความเห็น ความชอบส่วนบุคคล บางฝ่ายอาจมองเป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองบ้างเพราะจำเลยอาจจะมีอายุใช้เทคโนโลยีไม่เป็น หรือจำเลยอาจถูกใส่ร้าย บางฝ่ายอาจมองว่าโทรศัพท์เป็นของใช้ส่วนบุคคลที่เจ้าของเป็นผู้เก็บรักษาด้วยตนเอง ถึงแม้จะมีการนำไปซ่อมก็จริง แต่ช่างซ่อมก็ทำหน้าที่ของเขา ก็คือการซ่อมโทรศัพท์เท่านั้น ไม่น่าจะทำอย่างอื่นได้ อีกทั้งการที่จำเลยไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ จนทำให้เกิดข้อวิพากวิจารณ์กันมาโดยตลอดเกี่ยวกับคดีนี้ ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวช่วยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันชาติจริงหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง อันนี้ดิฉันไม่สามารถชี้แน่ชัดหรือตัดสินได้ว่าคำพิพากษานั้นถูกต้องหรือไม่ หรือจำเลยเป็นแพะรับบาปหรือไม่ หรือเป็นเกมทางการเมืองกันแน่ เพราะเป็นการตัดสินของศาล โดยใช้กระบวนการทางกฎหมายในการพิพากษาคดีความ แต่ตามหลักความเป็นจริงในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่มีความจงรักษ์ภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก เพราะการที่มีข้อความในลักษณะหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ใส่ร้ายหรือเป็นข้อความที่เป็นเท็จที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการทำลายความมั่งคงของประเทศ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระเมตตา ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยทุกคน พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อให้ประชาชนของท่านได้อยู่เย็นเป็นสุข แต่ข้อความลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นข้อความที่เป็นเท็จไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังทำให้ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรม ราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อีกทั้งยังเป็นการทำร้ายน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ ที่พระองค์ทำเพื่อพวกเราชาวไทย โดยไม่หวังผลตอบแทน ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทย จึงต้องช่วยกันดูแลรักษา ป้องกัน ให้ความจงรักษ์ภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยทุกคนให้คงอยู่สืบไป อย่าให้ใครมาทำลาย
จากการอ้างของจำเลยที่ว่าส่ง sms ไปเป็น และได้มีการนำโทรศัพท์ไปซ่อมที่ร้านถึง 2 ครั้ง ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีหลักฐาน พยานและศาลยังเห็นว่าเป็นการอ้างเพื่อให้ตนพ้นผิด ทำให้จำเลยต้องได้รับโทษตามคำพิพากษา
ในความเห็นของดิฉัน คิดว่า การตัดสินคดีครั้งนี้อาจมองได้ในหลายแง่คิด ตามความเห็น ความชอบส่วนบุคคล บางฝ่ายอาจมองเป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองบ้างเพราะจำเลยอาจจะมีอายุใช้เทคโนโลยีไม่เป็น หรือจำเลยอาจถูกใส่ร้าย บางฝ่ายอาจมองว่าโทรศัพท์เป็นของใช้ส่วนบุคคลที่เจ้าของเป็นผู้เก็บรักษาด้วยตนเอง ถึงแม้จะมีการนำไปซ่อมก็จริง แต่ช่างซ่อมก็ทำหน้าที่ของเขา ก็คือการซ่อมโทรศัพท์เท่านั้น ไม่น่าจะทำอย่างอื่นได้ อีกทั้งการที่จำเลยไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ จนทำให้เกิดข้อวิพากวิจารณ์กันมาโดยตลอดเกี่ยวกับคดีนี้ ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวช่วยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันชาติจริงหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง อันนี้ดิฉันไม่สามารถชี้แน่ชัดหรือตัดสินได้ว่าคำพิพากษานั้นถูกต้องหรือไม่ หรือจำเลยเป็นแพะรับบาปหรือไม่ หรือเป็นเกมทางการเมืองกันแน่ เพราะเป็นการตัดสินของศาล โดยใช้กระบวนการทางกฎหมายในการพิพากษาคดีความ แต่ตามหลักความเป็นจริงในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่มีความจงรักษ์ภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก เพราะการที่มีข้อความในลักษณะหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ใส่ร้ายหรือเป็นข้อความที่เป็นเท็จที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการทำลายความมั่งคงของประเทศ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระเมตตา ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยทุกคน พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อให้ประชาชนของท่านได้อยู่เย็นเป็นสุข แต่ข้อความลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นข้อความที่เป็นเท็จไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังทำให้ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรม ราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อีกทั้งยังเป็นการทำร้ายน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ ที่พระองค์ทำเพื่อพวกเราชาวไทย โดยไม่หวังผลตอบแทน ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทย จึงต้องช่วยกันดูแลรักษา ป้องกัน ให้ความจงรักษ์ภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยทุกคนให้คงอยู่สืบไป อย่าให้ใครมาทำลาย








