การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ศาลพิพากษาคดีเอสเอ็มเอส "อากง" ชี้ผิดกม.หมิ่นฯ-พ.ร.บ.คอมพ์ ลงโทษจำคุก 20 ปี


เว็บไซต์ประชาไท
รายงานข่าวเบื้องต้นจากศาลอาญา รัชดา ว่า วันนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่นายอำพล (สงวนนามกุล) อายุ 61 ปี หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "อากง" ซึ่งถูกฟ้องว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยข้อกล่าวหาว่าส่งเอสเอ็มเอสที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปยัง โทรศัพท์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี

ศาลพิพากษ์ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14 อนุ 2 และ 3 ลงโทษจำคุก 20 ปี


ทั้งนี้ ศาลใช้วิธีอ่านคำพิพากษาผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เนื่องจากไม่สามารถนำตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาได้เพราะน้ำท่วมเรือนจำ หลังฟังคำพิพากษา ภรรยา ลูกและหลานๆ ของนายอำพลพากันร่ำไห้ ขณะที่มีประชาชนผู้สนใจคดีดังกล่าวร่วมฟังคำพิพากษาราว 30 คน

 สำหรับรายละเอียดการพิพากษา ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานว่า

ผู้พิพากษา ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ขึ้นบังลังค์เวลา 10.25 น. ที่ห้องเวรชี้ ชั้นล่างของศาลอาญา


ศาลพิพากษาว่า ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ได้จาก DTAC และ TRUE นั้นเป็นหลักฐานที่ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องจัดเก็บโดยระบบคอมพิวเตอร์ตาม ที่กฎหมายกำหนด หากผู้ให้บริการจัดเก็บไม่ถูกต้องลูกค้าย่อมไม่เชื่อถือ อาจเสียประโยชน์ทางธุรกิจได้ ดังนั้นจึงถือว่าหลักฐานข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ได้รับถือเป็นเอกสารที่ น่าเชื่อถือ


สำหรับประเด็นสำคัญในคดีที่จำเลยตั้งประเด็นว่า หมายเลขอีมี่ หรือรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์อาจถูกปลอมแปลงได้นั้น จำเลยไม่สามารถหาตัวผู้เชี่ยวชาญมายืนยันได้ ส่วนประเด็นที่ว่า เอกสารในสำนวนฟ้องที่หมายเลขอีมี่หลักที่ 15 ไม่ตรงกับหมายเลขอีมี่ในเครื่องโทรศัพท์ คือในเอกสารบางจุดแสดงว่าเป็นเลข 0 บางจุดแสดงว่าเป็นเลข 2000 ขณะที่ในเครื่องโทรศัพท์จริงๆ เป็นเลข 6  ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ ตามที่พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา จากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เบิกความและได้พิสูจน์ด้วยการใช้เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบเลขอีมี่แสดงให้เห็น ในศาลแล้วว่า เมื่อพิมพ์รหัส 14 หลักแรกตามด้วยรหัสสุดท้ายหมายเลข 6 จะปรากฏข้อมูลว่าเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อโมโตโรล่า ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับโทรศัพท์ของกลาง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเลข 0-5 และ 7-9 ทั้งที่ควรปรากฏว่าเป็นเครื่องรุ่นอื่น แต่จากการทดสอบในเว็บดังกล่าวกลับไม่ปรากฏว่าเป็นรุ่นใดเลย จึงยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่าหมายเลข 14 หลักแรกเท่านั้นที่ใช้ในการระบุตัว ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง


นอกจากนี้ เนื่องจากหมายเลขอีมี่ในคดีนี้ตรงกับหมายเลขอีมี่ของโทรศัพท์ยี่ห้อ โมโตโรล่าที่นายอำพลใช้ และรับว่าใช้อยู่ผู้เดียว จึงยากที่จะมีผู้อื่นนำไปใช้ได้ และพบว่ามีการใช้โทรศัพท์เครื่องนี้กับซิมการ์ด 2 เลขหมาย ซึ่งจากหลักฐานชี้ชัดว่า ซิมการ์ดทั้งสองหมายเลขถูกใช้ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยถูกใช้งานในเวลาที่ซ้ำกัน จึงเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดได้นำซิมการ์ดมาสลับใช้อย่างที่เจ้าหน้าที่ ตำรวจตั้งสมมติฐานไว้ นอกจากนี้ข้อมูลการจราจรยังระบุว่าข้อความถูกส่งโดยเสาสัญญาณจากย่านที่ จำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย

    
การที่จำเลยอ้างว่า โทรศัพท์มือถือของจำเลยเสียจึงนำไปซ่อมที่ร้านในห้างอิมพีเรียลสำโรง ศาลเห็นว่าจำเลยให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน กล่าวคือ จำเลยแจ้งในชั้นจับกุมว่าโทรศัพท์มือถือเคยเสียและนำไปซ่อมเมื่อเดือน พฤษภาคม 2553 แต่แจ้งในศาลว่านำไปซ่อมเมื่อเดือนเมษายน 2553 อีกทั้งยังจำร้านที่นำโทรศัพท์ไปซ่อมไม่ได้ ทั้งที่การนำไปซ่อมต้องไปที่ร้านถึง 2 ครั้งคือตอนนำไปซ่อม และไปรับคืน จึงถือว่าข้อมูลส่วนนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ

ศาลเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า ส่งSMS ไม่เป็น และไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุาการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ นั้น มีแต่จำเลยเท่านั้นที่รู้เห็น เป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง


แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่ง ข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของ ตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้ เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน


ศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นเวลา 10.43 น. รวมระยะเวลา 18 นาที พิพากษาให้จำเลยมีความผิดในการส่งข้อความสั้นตามฟ้อง โดยข้อความดังกล่าวมีลักษณะดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย และเป็นการใส่ความหมิ่นประมาททำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรม ราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นอกจากนี้การส่งเอสเอ็มเอสจะต้องส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ก่อนประมวลผลไปถึง โทรศัพท์เคลื่อนที่ปลายทาง ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ประกอบข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเปี่ยมไปด้วยพระ เมตตา ทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่า ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อปวงชนชาวไทย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร


จำเลยจึงมีความผิดตาม มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 มาตรา 14 (2) และ (3) การกระทำของจำเลยมีหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นโทษหนักสุด ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี ความผิด 4 กระทง รวมโทษจำคุกทั้งหมด 20 ปี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ซึ่งนั่งอยู่กับนายอำพลที่เรือนจำในห้องฟังคำพิพากษาได้กล่าว ผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์ถามว่าคำพิพากษาว่าอย่างไร เพราะตลอดการฟังคำพิพากษาได้ยินเสียงไม่ชัด เจ้าหน้าที่ศาลจึงแจ้งอย่างสั้นๆ ไปว่า "ลุงติดคุก 20 ปี"


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ภายหลังฟังคำตัดสิน ครอบครัวนายอำพล ซึ่งประกอบด้วยภรรยา บุตรสาว 3 คน หลานสาว 4 คน อายุตั้งแต่ 4-11 ปี ได้เดินทางไปเยี่ยมนายอำพลที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และได้สอบถามเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ความว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องขังที่โทษสูงกว่า 15 ปี ดังนั้นจึงต้องมีการส่งตัวผู้ต้องขังไปยังเรือนจำคลองเปรม ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยม ยกเว้นญาติและทนายความ และมีความเป็นไปได้ว่าจะย้ายภายในวันศุกร์ที่ 25 พ.ย.นี้


ที่มา: มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา (Foundation for Media Literacy)
http://www.mediamonitor.in.th/main/news/2011-06-21-07-29-43/387--qq-20-.html



วิเคราะห์ข่าว:
จากข่าวเป็นการกระทำความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 มาตรา 14 (2) และ (3)  ซึ่งมีเนื้อความว่า

มาตรา 14
ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี  หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรานี้มีรายละเอียดเป็นหัวข้อย่อย  ดังนี้
(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ   โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน 
(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ  อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฏหมายอาญา
 
จากข่าวได้ระบุชัดเจนในคำพิพากษาคดีว่าข้อความใน sms มีลักษณะเนื้อความที่เป็นไปในทางดูหมิ่น อาฆาต ใส่ความหมิ่นประมาททำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรม ราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ซึ่งเป็นความผิดที่ได้รับการตัดสินถูกต้องตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2551 มาตรา 14 (2) และ (3) ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นเท็จและส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศและเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

จากการอ้างของจำเลยที่ว่าส่ง sms ไปเป็น และได้มีการนำโทรศัพท์ไปซ่อมที่ร้านถึง 2 ครั้ง ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีหลักฐาน พยานและศาลยังเห็นว่าเป็นการอ้างเพื่อให้ตนพ้นผิด ทำให้จำเลยต้องได้รับโทษตามคำพิพากษา

ในความเห็นของดิฉัน คิดว่า การตัดสินคดีครั้งนี้อาจมองได้ในหลายแง่คิด ตามความเห็น ความชอบส่วนบุคคล บางฝ่ายอาจมองเป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองบ้างเพราะจำเลยอาจจะมีอายุใช้เทคโนโลยีไม่เป็น หรือจำเลยอาจถูกใส่ร้าย บางฝ่ายอาจมองว่าโทรศัพท์เป็นของใช้ส่วนบุคคลที่เจ้าของเป็นผู้เก็บรักษาด้วยตนเอง ถึงแม้จะมีการนำไปซ่อมก็จริง แต่ช่างซ่อมก็ทำหน้าที่ของเขา ก็คือการซ่อมโทรศัพท์เท่านั้น ไม่น่าจะทำอย่างอื่นได้ อีกทั้งการที่จำเลยไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์  จนทำให้เกิดข้อวิพากวิจารณ์กันมาโดยตลอดเกี่ยวกับคดีนี้ ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวช่วยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันชาติจริงหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง อันนี้ดิฉันไม่สามารถชี้แน่ชัดหรือตัดสินได้ว่าคำพิพากษานั้นถูกต้องหรือไม่ หรือจำเลยเป็นแพะรับบาปหรือไม่ หรือเป็นเกมทางการเมืองกันแน่ เพราะเป็นการตัดสินของศาล โดยใช้กระบวนการทางกฎหมายในการพิพากษาคดีความ แต่ตามหลักความเป็นจริงในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่มีความจงรักษ์ภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก เพราะการที่มีข้อความในลักษณะหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ใส่ร้ายหรือเป็นข้อความที่เป็นเท็จที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการทำลายความมั่งคงของประเทศ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระเมตตา ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยทุกคน พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อให้ประชาชนของท่านได้อยู่เย็นเป็นสุข แต่ข้อความลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นข้อความที่เป็นเท็จไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังทำให้
ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระบรม ราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อีกทั้งยังเป็นการทำร้ายน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ ที่พระองค์ทำเพื่อพวกเราชาวไทย โดยไม่หวังผลตอบแทน ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทย จึงต้องช่วยกันดูแลรักษา ป้องกัน ให้ความจงรักษ์ภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยทุกคนให้คงอยู่สืบไป อย่าให้ใครมาทำลาย


เรียนรู้ไม่มีหยุด @ เมืองสามน้ำ ถิ่นหน้างอคอหัก ^_^


ประวัติชุมชนอัมพวา
         
    ด้วยเหตุที่อำเภออัมพวาเป็นสถานที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์อยู่มาก สมัยก่อนเรียกกันว่า "แขวงบางช้าง" เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มีความเจริญทั้งในด้านการเกษตร และการพาณิชย์ มีหลักฐานเชื่อได้ว่า ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น แขวงบางช้างมีตลาดค้าขายเรียกว่า "ตลาดบางช้าง" นายตลาดเป็นหญิงชื่อน้อย มีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวแก้วผลึก นายตลาดผู้นี้อยู่ในตระกูลเศรษฐีบางช้างซึ่งต่อมาเป็นราชนิกุล "ณ บางช้าง"
   เมื่อ พ.ศ. 2303 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ โปรดเกล้าฯ ให้นายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) เป็นหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี ซึ่งเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา ต่อมาหลวงยกกระบัตรได้แต่งงานกับคุณนาคบุตรีเศรษฐีบางช้าง และได้ย้ายบ้านไปอยู่หลังวัดจุฬามณี ต่อมาเมื่อไฟไหม้บ้านจึงได้ย้ายไปอยู่ที่หลังวัดอัมพวันเจติยาราม อีก 3 ปี
   เมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก หลวงยกกระบัตรจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่ในป่าลึก ในระหว่างนี้ ท่านแก้ว (สมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์) พี่สาวของหลวงยกกระบัตร ได้คลอดบุตรหญิงคนหนึ่งตั้งชื่อว่า "บุญรอด" (ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 2) ครั้งเมื่อพระยาวชิรปราการได้รวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไปหมดแล้ว ได้สถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าตากสิน หลวงยกกระบัตรจึงได้อพยพครอบครัวกลับภูมิลำเนาเดิมในช่วงนี้เอง คุณนาคก็ได้คลอดบุตรคนที่ 4 เป็นชาย ชื่อฉิม (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) หลังจากนั้น หลวงยกกระบัตร ก็ได้กลับเข้ารับราชการอยู่กับพระเจ้าตากสิน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา
 จนกระทั่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต้นราชวงศ์จักรี คุณนาค ภรรยาก็ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ คุณสั้น มารดาคุณนาค ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระรูปศิริโสภาคมหานาคนารี  แต่เนื่องจากสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ทรงเป็นคนพื้นบ้านบางช้างมาก่อน จึงมีพระประยูรญาติที่สนิท ประกอบอาชีพทำสวนต่าง ๆ อยู่ที่บางช้างนี้มาก เมื่อได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระอมรินทรามาตย์จึงนับเป็นราชินิกุล บางช้าง พระประยูรญาติจึงเกี่ยวดองเป็นวงศ์บางช้างด้วย และสมเด็จพระอมรินทร์ฯ มักทรงเสด็จเยี่ยมพระประยูรญาติเสมอ จึงมีคำเรียกว่า "สวนนอก" คือ สวนบ้านนอก ที่เป็นของวงศ์ราชินิกุลบางช้าง ส่วนบางกอก ซึ่งเป็นส่วนของเจ้านายในราชวงศ์ก็เรียกว่า "สวนใน" มีคำกล่าวว่า "บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน" จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จึงยกเลิกไป
 
การเดินทาง

1.ทางรถยนต์ จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 325 ทางเดียวกับไปอำเภอดำเนินสะดวกและอุทยาน ร.2 ประมาณ 6 กม ก่อนถึงสามแยกไฟแดง มีทางแยกทางซ้ายเข้า อ.อัมพวา ไปอีกประมาณ 800 เมตร. ทางแยกซ้ายมือ เข้าตลาดอัมพวา จอดรถบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออัมพวา
 

2.รถประจำทาง จากสถานีขนส่งสายใต้ รถสาย 996 กรุงเทพฯ-ดำเนินฯ เป็นรถปรับอากาศ ผ่านจังหวัดสมุทรสงคราม ถึง ตลาดอัมพวา สาย 976 กทม.-สมุทรสงคราม ถึงสถานีขนส่งสมุทรสงคราม ขึ้นรถประจำทางสาย 333 แม่กลอง-อัมพวา-บางนกแขวก ถึงตลาดอัมพวา
 

3.รถตู้  ขึ้นที่อนุสาวรีย์ชัยฝั่งถ.พหลโยธินใต้ทางด่วน ไปอัมพวาด้วยนะครับเป็นรถตู้สาย กทม-แม่กลอง  ค่ารถขาไป 70 บาท  ตั้งแต่ 6.25-20.00 น. ค่ารถขากลับ 60 บาท  ตั้งแต่  5.30-19.00  น. (รถจอดแถวตลาดแม่กลอง) ลงที่ตลาดแม่กลอง แล้วเดินมาแถวตลาดจะมีคิวรถสองแถวสายที่ไปโรงเจตรงตลาดน้ำอัมพวา ค่ารถ 10 บาท

4.รถไฟ (สำหรับคนชอบลุย) โดยขึ้นที่สถานีวงเวียนใหญ่นั่งไปลงที่สถานีมหาชัย จากนั้นเดินไปขึ้นเรือข้ามฟาก เพื่อไปต่อรถไฟขวบน บ้านแหลม-แม่กลอง ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนถึงแม่กลอง รถไฟขบวนนี้จะผ่านตลาดร่มหุบ เดินออกจากสถานี ให้เลี้ยวซ้าย แล้วก็เลี้ยวขวาเข้าซอยที่มันขนานกับเส้นทางรถไฟ รถสองแถวจะจอดอยู่หน้าเซเว่น รถสองแถวจะมาส่งที่หน้าวัดอัมพวันเจติยาราม แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะถึงคลองอัมพวา
 

ข้อมูลเพิ่มเติม : 
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011/08/E10944441/E10944441.html
http://mytrip.exteen.com/20090129/entry
http://passport.hunsa.com/trip/173
http://www.hflight.net/forum/m-1239356370/s-all/

กิจกรรมของการท่องเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา

1. ชิมอาหารพื้นบ้านทั้งคาวหวาน

2. เดินเยี่ยมชมร้านค้าขายของที่ระลึกและวิถีชีวิตชาวบ้าน

3. ล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำ

4. ล่องเรือชมหิ่งห้อย 

5. ปั่นจักรยานท่องอัมพวา  

   สำหรับชุมชนอัมพวาถือว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งในด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยก่อน ที่ผูกพันธ์กับสายน้ำทั้งในเรื่องการเดินทางคมนาคม หรือการค้าขาย สภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยแบบโบราณติดริมคลอง โดยหันหน้าเข้าหาคลอง เพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำในการอุปโภคและการสัญจร อีกทั้งบ้านเรือนที่เปิดเป็นร้านขายของต่างๆ นั้นยังคงอนุรักษ์ความเป็นชุมชนโบราณไว้ได้อย่างดี ทั้งรูปแบบร้าน สินค้าที่จำหน่าย ป้ายชื่อร้านและบางบ้านก็เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมของเก่าที่สะสมไว้ และบางแห่งก็เปิดสอนการสานปลาตะเพียนจากใบมะพร้าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของคนไทย  ในเรื่องระบบนิเวศทางธรรมชาติ อัมพวาได้ชื่อว่าเป็น “เมืองสามน้ำ” กล่าวคือ เป็นเมืองที่มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ส่งผลให้ เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการสร้างความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทำให้เกิดมีพรรณไม้ยืนต้นและ เป็นพุ่มต่างๆ มากมาย เช่น ลำพู จากแสมดำ แสมขาว เหงือกปลาหมอ เป็นต้น มีสัตว์น้ำ ที่สำคัญได้แก่ ปลาหระบอก ปลากระพง ปลาตะเพียน  ปลาตีน กุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกราม ปูที่พบมากได้แก่ปูแสม  ปูก้ามดาบ และหอยต่างๆ  มีนกอพยพ และนกประจำถิ่นมากกว่า 100 ชนิด เช่น นกยางควาย นกยางรอก เหยี่ยวแดง นกเอี้ยง เป็นต้น และมีสัตว์เลื้อยคลาน เช่น กิ้งก่า และตัวเงินตัวทอง นอกจากนี้ยังมีแมลงนานาชนิดอีกเป็นจำนวนมาก

      นอกจากเรื่องความผูกพันธ์ที่เกี่ยวกับสายน้ำแล้ว ชุมชนแห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์บ้านครูเอื้อ ซึ่งเป็นสถานที่แสดงเรื่องราวและบทเพลงของครูเอื้อ สุนทรสนาน ขุนเพลงกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งใน "โครงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวอัมพวา" ของมูลนิธิชัยพัฒนา ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ อีกด้วย ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ที่อัมพวายังมีอุทยาน ร.2 ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยเก็บเครื่องทรง เครื่องใช้ในสมัย ร.2 บริเวณอทุยานมีสวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี อยู่ติดกับแม่น้ำแม่กลองซึ่งอุทยาน ร.2 ก่อตั้งโดยมูลนิธิบรมราชนิสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเสิศหล้านภาลัยในฐานะพระองค์มีภูมิลำเนาที่อัมพวาซึ่ง สมเด็จพระเทพฯ เป็นองค์ประธานเสด็จมาเปิดงานเป็นประจำทุกปี  และที่ขาดไม่ได้สำหรับชุมชนแห่งนี้คือ ความศรัทธาและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ซึ่งดูได้จากการที่มีวัดต่างๆ มากมาย แต่ละวัดมีความงดงาม โดดเด่นและมีประวัติความเป็นมาที่ต่างกัน เหมาะการแก่การเป็นแหล่งเรียนรู้ได้อย่างดีเลยทีเดียว 

การนำชุมชนอัมพวาไปใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้  

      เนื่องจากชุมชนอัมพวาแห่งนี้มีแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในด้านภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น ศาสนา ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ จึงเหมาะแก่ผู้ที่สนใจทุกเพศทุกวัยได้ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาความคิดของตนเองและพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น


ตัวอย่างการนำชุมชนอัมพวาไปใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้

- ด้านวิชาคณิตศาสตร์ จะเห็นได้ว่า ชุมชนอัมพวาเป็นชุมชนที่มีการค้าขายทั้งทางน้ำและบนบก ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการจำลองสถานการณ์เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน เช่น การเปิดร้านขายของ การเดินชมสินค้าและการเรื่องซื้อของ โดยมีวิธีการเลือกอย่างไรให้ประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด มีการทำบันทึการใช้จ่าย หรือการวางแผนในการเดินทางไหว้พระตามวัดต่างๆ ในชุมชนแห่งนี้ โดยจะมีวิธีการวางแผนอย่างไรเพื่อสะดวก ประหยัดเวลาและพลังงานมากที่สุด โดยอาจจะใช้ความรู้เกี่ยวกับแผนภาพ มาใช้ในการวางแผนการเดินทาง เป็นต้น

- ด้านวิชาชีววิทยา สามารถนำความหลากหลายในเรื่องของทรัพยากรน้ำหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในชุมชน มาเชื่อมโยงกับเนื้อหาในบทเรียน เพื่อให้เด็กได้เห็นภาพชัดเจน ยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าจะอ่านแต่ในตำราอย่างเดียว โดยไม่รู้ว่ามันได้ผลอย่างที่ตำราหรือหนังสือเขียนไว้จริงหรือเปล่า เด็กๆ จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง ซึ่งเป็นความรู้ที่คงทน 

- ด้านวิชาสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม ก็สามารถนำชุมชนแห่งนี้ไปเป็นแหล่งการเรียนรู้ได้เช่นกันทั้งในเรื่องประวัติความเป็นมาของชุมชน ลักษณะเด่นและความสำคัญของวัดหรือพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งในชุมชน เป็นต้น

             นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการนำชุมชนอัมพวาไปใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ในบางรายวิชาเท่านั้น แต่หากเรารู้จักประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ มันก็จะสามารถนำไปต่อยอดเป็นความรู้ที่คงทน เมื่อเด็กๆ คนในชุมชนหรือคนนอกชุมชนได้เกิดการเรียนรู้ก็จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตของทั้งตนเองและชุมชนที่ตนอยู่ด้วย นอกจากตัวอย่างที่แนะนำไป หลายๆ คนอาจเข้าใจว่ากิจกรรมการเรียนรู้ข้างต้นนั้นเหมาะแก่เด็กนักเรียนระดับประถมหรือมัธยมเท่านั้น แต่ในความคิดของยักษ์น้อยนั้น การเรียนรู้ใช่ว่าจะต้องจำกัดเพศ หรือวัย แต่การเรียนรู้สามารถทำได้ตลอดเวลา อะไรที่เป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้และได้รู้ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ อะไรที่รู้แล้วและได้รู้เพิ่มเติมก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการที่จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะเรียนรู้หรือไม่ ถ้าเราเปิดใจที่จะเรียนรู้ เราก็จะได้รับความรู้เต็มที่

     ปล.นี่เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอแหล่งการเรียนรู้ สำหรับผู้อ่านบางท่านอาจจะได้รับความรู้พอสมควรในระดับหนึ่ง แต่ยักษ์น้อยขอแนะนำว่า ถ้าอยากได้ประสบการณ์โดยตรงควรจะไปค้นพบด้วยตนเอง แค่อ่านอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อประสบการณ์จริง อันนี้ขอแนะนำจากใจจริง ไม่ว่าจะเป็นอัมพวาหรือว่าที่ไหนๆ แค่อ่านอย่างเดียวเราก็รู้แค่ว่า คนที่ไปเขารู้สึกอย่างไร เขาไปเจออะไรมาเท่านั้น แต่ถ้าคุณได้ลองด้วยตนเอง ก็จะรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้จริงๆ เราได้เห็นด้วยสองตา ได้สัมผัสด้วยตัวเราจริงๆ และมันจะเป็นความทรงจำที่ตราตรึงอยู่ในใจตลอดไป ว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้ไป ณ ที่แห่งนี้       ^_______________^

  ที่มา :

http://www.amphawatoday.com/t05ban_ban-khru-Uea.htm

http://www.amphawa.go.th/index.php?option=com_content&view=frontpage&Itemid=1

http://www.paiduaykan.com/76_province/central/samutsongkhram/ampawa.html

http://xn--v3cftvuj.net/history.html