เรียนรู้ไม่มีหยุด @ เมืองสามน้ำ ถิ่นหน้างอคอหัก ^_^


ประวัติชุมชนอัมพวา
         
    ด้วยเหตุที่อำเภออัมพวาเป็นสถานที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์อยู่มาก สมัยก่อนเรียกกันว่า "แขวงบางช้าง" เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มีความเจริญทั้งในด้านการเกษตร และการพาณิชย์ มีหลักฐานเชื่อได้ว่า ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น แขวงบางช้างมีตลาดค้าขายเรียกว่า "ตลาดบางช้าง" นายตลาดเป็นหญิงชื่อน้อย มีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวแก้วผลึก นายตลาดผู้นี้อยู่ในตระกูลเศรษฐีบางช้างซึ่งต่อมาเป็นราชนิกุล "ณ บางช้าง"
   เมื่อ พ.ศ. 2303 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ โปรดเกล้าฯ ให้นายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) เป็นหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี ซึ่งเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา ต่อมาหลวงยกกระบัตรได้แต่งงานกับคุณนาคบุตรีเศรษฐีบางช้าง และได้ย้ายบ้านไปอยู่หลังวัดจุฬามณี ต่อมาเมื่อไฟไหม้บ้านจึงได้ย้ายไปอยู่ที่หลังวัดอัมพวันเจติยาราม อีก 3 ปี
   เมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก หลวงยกกระบัตรจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่ในป่าลึก ในระหว่างนี้ ท่านแก้ว (สมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์) พี่สาวของหลวงยกกระบัตร ได้คลอดบุตรหญิงคนหนึ่งตั้งชื่อว่า "บุญรอด" (ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 2) ครั้งเมื่อพระยาวชิรปราการได้รวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไปหมดแล้ว ได้สถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าตากสิน หลวงยกกระบัตรจึงได้อพยพครอบครัวกลับภูมิลำเนาเดิมในช่วงนี้เอง คุณนาคก็ได้คลอดบุตรคนที่ 4 เป็นชาย ชื่อฉิม (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) หลังจากนั้น หลวงยกกระบัตร ก็ได้กลับเข้ารับราชการอยู่กับพระเจ้าตากสิน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา
 จนกระทั่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต้นราชวงศ์จักรี คุณนาค ภรรยาก็ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ คุณสั้น มารดาคุณนาค ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระรูปศิริโสภาคมหานาคนารี  แต่เนื่องจากสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ทรงเป็นคนพื้นบ้านบางช้างมาก่อน จึงมีพระประยูรญาติที่สนิท ประกอบอาชีพทำสวนต่าง ๆ อยู่ที่บางช้างนี้มาก เมื่อได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระอมรินทรามาตย์จึงนับเป็นราชินิกุล บางช้าง พระประยูรญาติจึงเกี่ยวดองเป็นวงศ์บางช้างด้วย และสมเด็จพระอมรินทร์ฯ มักทรงเสด็จเยี่ยมพระประยูรญาติเสมอ จึงมีคำเรียกว่า "สวนนอก" คือ สวนบ้านนอก ที่เป็นของวงศ์ราชินิกุลบางช้าง ส่วนบางกอก ซึ่งเป็นส่วนของเจ้านายในราชวงศ์ก็เรียกว่า "สวนใน" มีคำกล่าวว่า "บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน" จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จึงยกเลิกไป
 
การเดินทาง

1.ทางรถยนต์ จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 325 ทางเดียวกับไปอำเภอดำเนินสะดวกและอุทยาน ร.2 ประมาณ 6 กม ก่อนถึงสามแยกไฟแดง มีทางแยกทางซ้ายเข้า อ.อัมพวา ไปอีกประมาณ 800 เมตร. ทางแยกซ้ายมือ เข้าตลาดอัมพวา จอดรถบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออัมพวา
 

2.รถประจำทาง จากสถานีขนส่งสายใต้ รถสาย 996 กรุงเทพฯ-ดำเนินฯ เป็นรถปรับอากาศ ผ่านจังหวัดสมุทรสงคราม ถึง ตลาดอัมพวา สาย 976 กทม.-สมุทรสงคราม ถึงสถานีขนส่งสมุทรสงคราม ขึ้นรถประจำทางสาย 333 แม่กลอง-อัมพวา-บางนกแขวก ถึงตลาดอัมพวา
 

3.รถตู้  ขึ้นที่อนุสาวรีย์ชัยฝั่งถ.พหลโยธินใต้ทางด่วน ไปอัมพวาด้วยนะครับเป็นรถตู้สาย กทม-แม่กลอง  ค่ารถขาไป 70 บาท  ตั้งแต่ 6.25-20.00 น. ค่ารถขากลับ 60 บาท  ตั้งแต่  5.30-19.00  น. (รถจอดแถวตลาดแม่กลอง) ลงที่ตลาดแม่กลอง แล้วเดินมาแถวตลาดจะมีคิวรถสองแถวสายที่ไปโรงเจตรงตลาดน้ำอัมพวา ค่ารถ 10 บาท

4.รถไฟ (สำหรับคนชอบลุย) โดยขึ้นที่สถานีวงเวียนใหญ่นั่งไปลงที่สถานีมหาชัย จากนั้นเดินไปขึ้นเรือข้ามฟาก เพื่อไปต่อรถไฟขวบน บ้านแหลม-แม่กลอง ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนถึงแม่กลอง รถไฟขบวนนี้จะผ่านตลาดร่มหุบ เดินออกจากสถานี ให้เลี้ยวซ้าย แล้วก็เลี้ยวขวาเข้าซอยที่มันขนานกับเส้นทางรถไฟ รถสองแถวจะจอดอยู่หน้าเซเว่น รถสองแถวจะมาส่งที่หน้าวัดอัมพวันเจติยาราม แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะถึงคลองอัมพวา
 

ข้อมูลเพิ่มเติม : 
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011/08/E10944441/E10944441.html
http://mytrip.exteen.com/20090129/entry
http://passport.hunsa.com/trip/173
http://www.hflight.net/forum/m-1239356370/s-all/

กิจกรรมของการท่องเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา

1. ชิมอาหารพื้นบ้านทั้งคาวหวาน

2. เดินเยี่ยมชมร้านค้าขายของที่ระลึกและวิถีชีวิตชาวบ้าน

3. ล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำ

4. ล่องเรือชมหิ่งห้อย 

5. ปั่นจักรยานท่องอัมพวา  

   สำหรับชุมชนอัมพวาถือว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งในด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยก่อน ที่ผูกพันธ์กับสายน้ำทั้งในเรื่องการเดินทางคมนาคม หรือการค้าขาย สภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยแบบโบราณติดริมคลอง โดยหันหน้าเข้าหาคลอง เพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำในการอุปโภคและการสัญจร อีกทั้งบ้านเรือนที่เปิดเป็นร้านขายของต่างๆ นั้นยังคงอนุรักษ์ความเป็นชุมชนโบราณไว้ได้อย่างดี ทั้งรูปแบบร้าน สินค้าที่จำหน่าย ป้ายชื่อร้านและบางบ้านก็เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมของเก่าที่สะสมไว้ และบางแห่งก็เปิดสอนการสานปลาตะเพียนจากใบมะพร้าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของคนไทย  ในเรื่องระบบนิเวศทางธรรมชาติ อัมพวาได้ชื่อว่าเป็น “เมืองสามน้ำ” กล่าวคือ เป็นเมืองที่มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ส่งผลให้ เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการสร้างความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทำให้เกิดมีพรรณไม้ยืนต้นและ เป็นพุ่มต่างๆ มากมาย เช่น ลำพู จากแสมดำ แสมขาว เหงือกปลาหมอ เป็นต้น มีสัตว์น้ำ ที่สำคัญได้แก่ ปลาหระบอก ปลากระพง ปลาตะเพียน  ปลาตีน กุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกราม ปูที่พบมากได้แก่ปูแสม  ปูก้ามดาบ และหอยต่างๆ  มีนกอพยพ และนกประจำถิ่นมากกว่า 100 ชนิด เช่น นกยางควาย นกยางรอก เหยี่ยวแดง นกเอี้ยง เป็นต้น และมีสัตว์เลื้อยคลาน เช่น กิ้งก่า และตัวเงินตัวทอง นอกจากนี้ยังมีแมลงนานาชนิดอีกเป็นจำนวนมาก

      นอกจากเรื่องความผูกพันธ์ที่เกี่ยวกับสายน้ำแล้ว ชุมชนแห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์บ้านครูเอื้อ ซึ่งเป็นสถานที่แสดงเรื่องราวและบทเพลงของครูเอื้อ สุนทรสนาน ขุนเพลงกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งใน "โครงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวอัมพวา" ของมูลนิธิชัยพัฒนา ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ อีกด้วย ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ที่อัมพวายังมีอุทยาน ร.2 ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยเก็บเครื่องทรง เครื่องใช้ในสมัย ร.2 บริเวณอทุยานมีสวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี อยู่ติดกับแม่น้ำแม่กลองซึ่งอุทยาน ร.2 ก่อตั้งโดยมูลนิธิบรมราชนิสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเสิศหล้านภาลัยในฐานะพระองค์มีภูมิลำเนาที่อัมพวาซึ่ง สมเด็จพระเทพฯ เป็นองค์ประธานเสด็จมาเปิดงานเป็นประจำทุกปี  และที่ขาดไม่ได้สำหรับชุมชนแห่งนี้คือ ความศรัทธาและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ซึ่งดูได้จากการที่มีวัดต่างๆ มากมาย แต่ละวัดมีความงดงาม โดดเด่นและมีประวัติความเป็นมาที่ต่างกัน เหมาะการแก่การเป็นแหล่งเรียนรู้ได้อย่างดีเลยทีเดียว 

การนำชุมชนอัมพวาไปใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้  

      เนื่องจากชุมชนอัมพวาแห่งนี้มีแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในด้านภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น ศาสนา ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ จึงเหมาะแก่ผู้ที่สนใจทุกเพศทุกวัยได้ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาความคิดของตนเองและพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น


ตัวอย่างการนำชุมชนอัมพวาไปใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้

- ด้านวิชาคณิตศาสตร์ จะเห็นได้ว่า ชุมชนอัมพวาเป็นชุมชนที่มีการค้าขายทั้งทางน้ำและบนบก ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการจำลองสถานการณ์เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน เช่น การเปิดร้านขายของ การเดินชมสินค้าและการเรื่องซื้อของ โดยมีวิธีการเลือกอย่างไรให้ประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด มีการทำบันทึการใช้จ่าย หรือการวางแผนในการเดินทางไหว้พระตามวัดต่างๆ ในชุมชนแห่งนี้ โดยจะมีวิธีการวางแผนอย่างไรเพื่อสะดวก ประหยัดเวลาและพลังงานมากที่สุด โดยอาจจะใช้ความรู้เกี่ยวกับแผนภาพ มาใช้ในการวางแผนการเดินทาง เป็นต้น

- ด้านวิชาชีววิทยา สามารถนำความหลากหลายในเรื่องของทรัพยากรน้ำหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในชุมชน มาเชื่อมโยงกับเนื้อหาในบทเรียน เพื่อให้เด็กได้เห็นภาพชัดเจน ยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าจะอ่านแต่ในตำราอย่างเดียว โดยไม่รู้ว่ามันได้ผลอย่างที่ตำราหรือหนังสือเขียนไว้จริงหรือเปล่า เด็กๆ จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง ซึ่งเป็นความรู้ที่คงทน 

- ด้านวิชาสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม ก็สามารถนำชุมชนแห่งนี้ไปเป็นแหล่งการเรียนรู้ได้เช่นกันทั้งในเรื่องประวัติความเป็นมาของชุมชน ลักษณะเด่นและความสำคัญของวัดหรือพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งในชุมชน เป็นต้น

             นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการนำชุมชนอัมพวาไปใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ในบางรายวิชาเท่านั้น แต่หากเรารู้จักประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ มันก็จะสามารถนำไปต่อยอดเป็นความรู้ที่คงทน เมื่อเด็กๆ คนในชุมชนหรือคนนอกชุมชนได้เกิดการเรียนรู้ก็จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตของทั้งตนเองและชุมชนที่ตนอยู่ด้วย นอกจากตัวอย่างที่แนะนำไป หลายๆ คนอาจเข้าใจว่ากิจกรรมการเรียนรู้ข้างต้นนั้นเหมาะแก่เด็กนักเรียนระดับประถมหรือมัธยมเท่านั้น แต่ในความคิดของยักษ์น้อยนั้น การเรียนรู้ใช่ว่าจะต้องจำกัดเพศ หรือวัย แต่การเรียนรู้สามารถทำได้ตลอดเวลา อะไรที่เป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้และได้รู้ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ อะไรที่รู้แล้วและได้รู้เพิ่มเติมก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการที่จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะเรียนรู้หรือไม่ ถ้าเราเปิดใจที่จะเรียนรู้ เราก็จะได้รับความรู้เต็มที่

     ปล.นี่เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอแหล่งการเรียนรู้ สำหรับผู้อ่านบางท่านอาจจะได้รับความรู้พอสมควรในระดับหนึ่ง แต่ยักษ์น้อยขอแนะนำว่า ถ้าอยากได้ประสบการณ์โดยตรงควรจะไปค้นพบด้วยตนเอง แค่อ่านอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อประสบการณ์จริง อันนี้ขอแนะนำจากใจจริง ไม่ว่าจะเป็นอัมพวาหรือว่าที่ไหนๆ แค่อ่านอย่างเดียวเราก็รู้แค่ว่า คนที่ไปเขารู้สึกอย่างไร เขาไปเจออะไรมาเท่านั้น แต่ถ้าคุณได้ลองด้วยตนเอง ก็จะรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้จริงๆ เราได้เห็นด้วยสองตา ได้สัมผัสด้วยตัวเราจริงๆ และมันจะเป็นความทรงจำที่ตราตรึงอยู่ในใจตลอดไป ว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้ไป ณ ที่แห่งนี้       ^_______________^

  ที่มา :

http://www.amphawatoday.com/t05ban_ban-khru-Uea.htm

http://www.amphawa.go.th/index.php?option=com_content&view=frontpage&Itemid=1

http://www.paiduaykan.com/76_province/central/samutsongkhram/ampawa.html

http://xn--v3cftvuj.net/history.html

    

0 ความคิดเห็น: